Water Fasting

“Fasting” เป็นวิธีการลดน้ำหนักโดยการจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ซึ่งเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่นิยมและปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน การอดอาหารด้วยน้ำ หรือ Water Fasting เป็นการอดอาหารทุกอย่างที่ให้พลังงานและดื่มเพียงแต่น้ำเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นวิธีการที่จะช่วยให้สามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว

มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการทำ WaterFasting นั้นอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังบางชนิดและช่วยกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ “autophagy” ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลล์ในร่างกายจะกินตัวเองและสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมขึ้นมาทดแทน ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดสารอาหารเป็นเวลานาน แต่ก็มีการศึกษาบางชิ้นที่เกี่ยวกับการทำ WaterFasting กล่าวว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้มีข้อจำกัดที่ค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพมากมายและไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมในการลดน้ำหนัก โดยในบทความนี้จะพูดถึงภาพรวมของการทำ WaterFasting ว่าเป็นอย่างไร รวมไปถึงประโยชน์และอันตรายของการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ด้วย

WaterFasting คืออะไร

Water Fasting

WaterFasting เป็นหนึ่งในวิธีการอดอาหารที่เราไม่สามารถจะรับประทานอะไรได้เลยนอกจากน้ำ โดยส่วนใหญ่มักจะนิยมทำต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1-3 วัน ซึ่งเป็นเวลาที่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของเราอยู่ แต่ถ้าหากอยากจะอดอาหารเป็นเวลานานกว่านั้น ก็ควรจะเป็นการอดอาหารที่อยู่ในความดูแลและคำปรึกษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โดยการทำ WaterFasting นี้มีสาเหตุอยู่หลายประการ เช่น เหตุผลทางศาสนา การลดน้ำหนัก การดีท็อกซ์ร่างกายเพื่อสุขภาพ และการเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนทางการแพทย์ แต่สาเหตุหลักที่สำคัญก็คืออดอาหารเพื่อปรับปรุงสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มีงานวิจัยหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับทำ WaterFasting พบว่าวิธีนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและโรคเบาหวานได้

นอกจากนี้การดีท็อกซ์ด้วยน้ำมะนาวนั้นก็หนึ่งในวิธี WateFasting เช่นเดียวกัน โดยการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งและพริกไทยป่นเป็นเวลาติดต่อกัน 7 วันนั้น สามารถช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ได้แต่ไม่ควรทำติดต่อกันนานเกินไป เพราะจะก่อให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายตามมาได้

Water Fasting เหมาะกับใคร

Water Fasting

ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอนเกี่ยวกับการเริ่มทำ Water Fasting อย่างไรก็ตามคนทั่วๆ ไปไม่ควรที่จะอดอหารโดยไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ รวมไปถึงผู้ที่ป่วยเป็นโรคเก๊าท์ โรคเบาหวาน ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์และเด็ก หากเราไม่เคยอดอาหารมาก่อน ควรเริ่มจากการปรับหรือเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการไม่รับประทานอาหารก่อนประมาณ 3-4 วัน ซึ่งทำได้โดยการรับประทานอาหารให้น้อยลงในแต่ละมื้อหรืออดอาหารสัก 1 วัน

ในระหว่างการทำ Water Fasting นั้นเราไม่สามารถจะรับประทานอะไรได้เลย นอกจากการดื่มน้ำ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะดื่มน้ำประมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน ซึ่งเราไม่ควรจะลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้เกินกว่า 3 วันโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ นอกจากนี้ไม่ควรที่จะทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักๆ เนื่องจากในขณะที่อดอาหารนั้นบางคนอาจรู้สึกอ่อนเพลียหรือวิงเวียนศีรษะ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักรใหญ่ๆและหลีกเลี่ยงการขับรถเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยระยะเวลาในการทำ WaterFasting นั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากภาวะ refeeding syndrome ที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากระดับของเหลวและอิเล็กทรอไลต์ (electrolyte)ในร่างกายได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้หลังจากการอดอาหารติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ไม่ควรที่จะรับประทานอาหารเป็นมื้อใหญ่ๆเลย เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการอึดอัดท้องได้ โดยควรเริ่มต้นด้วยการรับประทานสมูทตี้หรืออาหารมื้อเล็กๆ ที่ย่อยได้ง่ายแทน หลังจากนั้นก็ค่อยกลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติ

Water Fasting มีประโยชน์อย่างไร

“autophagy” เป็นกระบวนการที่เซลล์เก่าในร่างกายจะเริ่มกลืนกินตัวเอง (สลายตัว) แล้วสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมขึ้นมาทดแทน มีการศึกษาหลายชิ้นที่กล่าวว่ากระบวนการกลืนกินเซลล์นั้นอาจมีส่วนช่วยในป้องกันโรคบางโรคได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ และโรคหัวใจ อย่างเช่นกระบวนการกลืนกินเซลล์นั้นอาจช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของเซลล์ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิดได้ ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งมีการเจริญเติบโต อีกทั้งยังมีการศึกษาในสัตว์ซึ่งพบว่าการทำ waterfasting สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการกลืนกินเซลล์ได้ ซึ่งมีผลในการช่วยยืดอายุขัยได้อีกด้วย

มีงานวิจัยที่แสดงให้ทราบว่าการทำ waterfasting นั้น อาจช่วยให้คนที่มีความดันโลหิตสูงมีความดันโลหิตที่ลต่ำลงได้ จากการศึกษาในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน 68 คน ที่ได้รับการอดอาหารเป็นเวลาเกือบ 14 วัน พบว่า 82% มีความดันโลหิตลดลงจนถึงระดับปกติ (120/80 mmHg หรือน้อยกว่า) นอกจากนี้มีความดันโลหิตลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 20 mmHg สำหรับ systolic (ค่าสูงสุด) และ 7 mmHg สำหรับ diastolic (ค่าที่ต่ำกว่า) อย่างมีนัยสำคัญ และยังมีการศึกษาคนที่มีความดันโลหิตสูงจำนวน 174 คน โดยให้อดอาหารและดื่มเพียงแค่น้ำเป็นเวลา 10-11 วัน พบว่า 90% ของผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำกว่า 140/90 mmHg

อินซูลิน (Insulin) และ แลปติน (Leptin) เป็นฮอร์โมนสำคัญที่มีผลต่อกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย โดยอินซูลินนั้นมีส่วนหน้าที่ในการลำเลียงสารอาหาร (น้ำตาล) ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านทางกระแสเลือด ในขณะที่แลปตินนั้นเป็นฮอร์โฒนที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การทำ waterfasting นี้ อาจทำให้ร่างกายไวต่ออินซูลินและแลปตินมากขึ้น ทำให้ฮอร์โมนเหล่านี้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน เช่น อินซูลินมีความรู้สึกไวขึ้น แปลว่าร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่แลปตินที่มีความรู้สึกไวขึ้นนั้น จะช่วยให้กระบวนการส่งสัญญาณความหิวของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอ้วนได้อีกด้วย

มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่า การทำ waterfasting อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้ ซึ่งจากการศึกษาในผู้ใหญ่ 30 คนที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยให้ทำ waterfasting เป็นเวลา 24 ชั่วโมง พบว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นมีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ อีกทั้งยังมีการศึกษาในสัตว์หลายครั้ง พบว่าการทำ waterfasting อาจช่วยป้องกันหัวใจจากอนุมูลอิสระได้ ซึ่งอนุมูลอิสระนั้นเป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียรที่สามารถทำลายส่วนต่างๆ ของเซลล์ได้ ก่อให้โรคเรื้อรังหลายชนิดตามมา ยิ่งไปกว่านั้นอาจช่วยยับยั้งยีนส์ที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ และยังช่วยให้ผลกระทบจากการทำเคมีบำบัดลดลงด้วย

อันตรายจากการทำ Water Fasting

การทำ WaterFasting นั้น จะช่วยให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว อาจลดได้มากถึงวันละ 0.9 กิโลกรัมต่อวัน แม้ว่าจะสามารถลดน้ำหนักได้มากแต่น้ำหนักที่ลดลงไปนั้น ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการที่น้ำ คาร์ไฮเดรต และมวลกล้ามเนื้อในร่างกายลดลง

ถึงแม้จะฟังดูแปลกว่าการอดอาหารด้วยการดื่มเพียงน้ำจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้อย่างไรกัน? ซึ่งการที่ร่างกายอาจจะขาดน้ำได้นั้น ก็เนื่องมาจาก 20-30% ของน้ำที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันมาจากอาหารที่ถูกรับประทานเข้าไป หากเราดื่มน้ำในปริมาณที่เท่ากับวันปกติ แต่กลับไม่ได้รับประทานอาหารแล้วนั้น ก็อาจทำให้เราได้รับน้ำไม่เพียงพอได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ โดยจะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดหัว ท้องผูก และความดันโลหิตต่ำ ดังนั้นเพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำจึงควรดื่มน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ

เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในหมู่คนที่น้ำหนักลดลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการที่ความดันโลหิตจะลดลงเมื่อมีการยืนขึ้นหรือเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการมึนเวียนศีรษะและเสี่ยงต่อการเป็นลม หากเกิดภาวะนี้ขณะที่มีการทำ WaterFasting นั้น เราอาจต้องหลีกเลี่ยงการขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรกลหนักๆ เนื่องจากอาการวิงเวียนศีรษะนั้นอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นลม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

ถึงแม้ว่าจะเป็นการอดอาหารในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็มีเงื่อนไขบางอย่างที่อาจทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่มีความรุนแรงมากขึ้นได้ ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการดังต่อไปนี้ไม่ทำ WaterFasting โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างเด็ดขาด ได้แก่

โรคเกาต์ : เนื่องจากการอดอาหารและดื่มเพียงแค่น้ำนั้น อาจช่วยเพิ่มกรับวนการผลิดกรดยูริก ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้โรคเกาต์ที่เป็นอยู่รุนแรงมากขึ้น

โรคเบาหวาน : การอดอาหารนั้น อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรับประทานอาหารที่ผิดปกติ เช่น โรคบูลิเมีย (bulimia) หรือโรคล้วงคอที่มักเกิดในวัยรุ่น

แม้ว่าการทำ WaterFasting นั้น จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคบางโรคได้แล้ว แต่ก็ยังมีผลเสียต่อสุขภาพเหมือนกัน ดังนั้นการทำ WaterFasting นั้นควรจะทำในระยะเวลาที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดนั้นอยู่ที่ 1-3 วัน หากมากกว่านี้ควรได้รับคำแนะนำและอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *