ตับ ของคนเรานั้นเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา โดยมีซี่โครงเป็นเกราะกำบัง มีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม  แบ่งเป็น 2 ส่วน  เรียกว่า ตับกลีบซ้ายและตับกลีบขวา ทำหน้าที่สะสมสารอาหาร น้ำตาล เพื่อช่วยในการยังชีพและเติบโตของเซลล์  ต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งมีการทำลายเชื้อแบคทีเรีย สารพิษต่าง ๆ และเปลี่ยนสภาพยาที่กินเข้าไปเพื่อให้ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะที่ต้องการ 

หน้าที่ต่างๆ ของตับจะอาศัยการทำงานของเซลล์ตับ ซึ่งมีหน้าที่หลากหลาย ดังนี้
•   ผลิตน้ำดี ซึ่งจัดเป็นหน้าที่หลักของเซลล์ตับ
•    ควบคุมเมแทบอลิซึมของสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ได้แก่
–    การสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสจากกรดอะมิโน กรดแลคติค หรือกลีเซอรอล
–    การสลายโมเลกุลของไกลโคเจน เพื่อผลิตน้ำตาลกลูโคสออกสู่กระแสเลือด
–    การสร้างไกลโคเจนจากน้ำตาลกลูโคส
•    ควบคุมเมแทบอลิซึมของไขมัน โดยเฉพาะการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
•    ผลิตสารที่เป็นปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (clotting factors)
•    แปรรูปโมเลกุลของฮีโมโกลบินที่ได้จากการทำลายเม็ดเลือด แดงที่หมดอายุจากม้าม เพื่อสร้างเป็นรงควัตถุน้ำดี (bile pigments) เช่น บิลิรูบิน (bilirubin) และบิลิเวอดิน (bilivedin)
•    แปรสภาพสารพิษและยาต่างๆให้อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถขับถ่ายออกไปได้
•    เปลี่ยนแอมโมเนียที่เกิดจากการสลายโปรตีนให้เป็นยูเรีย เพื่อนำออกทางปัสสาวะ
•    เก็บสะสมไวตามินและแร่ธาตุ เช่น ไวตามิน B12 เหล็ก และทองแดง

การดูแลรักษาตับ 
•    ไม่ดื่มสุรา เบียร์ หรือของมึนเมา
•    ไม่ควรรับประทานยาพร่ำเพรื่อ เพราะสารเคมีจะทำลายตับได้
•    ไม่สำส่อนทางเพศ
•    ไม่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
•    ไม่รับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
•    รับประทานอาหารที่สะอาดและน้ำต้มสุก มีภาชนะปิดอย่างมิดชิด

ไม่ว่าคนเราจะมีอายุเพิ่มขึ้นกี่ปี หรือรูปลักษณ์ภายนอกจะดูเสื่อมโทรมลงเพราะความแก่ชราแค่ไหนก็ตาม มีอวัยวะหนึ่งของมนุษย์ที่ยังคงอ่อนเยาว์ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นก็คือตับซึ่งทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงาน ขจัดสารพิษ และผลิตสารจำเป็นต่าง ๆ ให้ร่างกายนั่นเอง

ส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นมีอายุอ่อนเยาว์ไม่เกิน 3 ปีเสมอ

งานวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cell Systems ระบุว่าทีมนักชีววิทยาระดับโมเลกุล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดรสเดนของเยอรมนี ได้ใช้วิธีตรวจวัดอายุกำเนิดของเซลล์ด้วยคาร์บอน-14 หรือคาร์บอนกัมมันตรังสี ทำให้พบว่าเซลล์ตับส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นมีอายุอ่อนเยาว์ไม่เกิน 3 ปีเสมอ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีอายุมากน้อยเพียงใดแล้วก็ตาม

มีการทดลองตรวจหาอายุกำเนิดของเซลล์ตับด้วยคาร์บอน-14 กับตัวอย่างเนื้อเยื่อที่ได้จากผู้บริจาคกว่า 50 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-84 ปี ซึ่งผลปรากฏว่าเซลล์ตับส่วนใหญ่นั้นมีอายุไม่เกิน 3 ปี เสมือนกับเป็นอวัยวะของเด็กเล็ก

ดร. โอลาฟ เบิร์กมานน์ ผู้นำทีมวิจัยอธิบายว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตับของมนุษย์สามารถให้กำเนิดเซลล์ใหม่ขึ้นมาผลัดเปลี่ยนกับเซลล์เก่าได้ทุกปี ทำให้ตับคงสภาพอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่ยังไม่พบในสัตว์ชนิดอื่น

เซลล์ตับนั้นสามารถเจริญขึ้นใหม่ได้เสมอ

กระบวนการสร้างเซลล์ตับใหม่อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอในมนุษย์ ถือว่ามีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของตับ ซึ่งมักได้รับความเสียหายจากการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และแม้อัตราการงอกเกิดใหม่ของเซลล์ในอวัยวะอื่นจะค่อย ๆ ลดลงไปตามวัย แต่เซลล์ตับนั้นสามารถเจริญขึ้นใหม่ได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม เซลล์ตับที่อ่อนเยาว์อยู่ตลอดกาลนี้คือเซลล์ประเภท Diploid Hepatocytes ซึ่งเป็นเซลล์ร่างกายที่มีโครโมโซมสองชุดเหมือนกับเซลล์สืบพันธุ์ ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าความสามารถในการฟื้นฟูตนเองของเซลล์ตับชนิดนี้ ช่วยลดความเสี่ยงที่เซลล์ตับส่วนน้อยอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอายุยืนยาวได้ถึง 10 ปีและมีโครโมโซมหลายชุด จะสะสมยีนกลายพันธุ์จนทำให้เกิดมะเร็งและโรคตับเรื้อรังขึ้นได้

การค้นพบครั้งสำคัญนี้ ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความเข้าใจถึงกลไกชีวภาพและการทำงานของตับมากขึ้น ซึ่งในขั้นต่อไปจะทำการศึกษาว่า กระบวนการสร้างเซลล์ตับใหม่ทุกปีถูกขัดขวางในผู้ป่วยโรคตับหรือไม่ และอาจขยายขอบเขตการวิจัยเรื่องดังกล่าวไปสู่อวัยวะอื่นอย่างเช่นหัวใจด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *